STEP BY STEP

April 1998 / 2541

พุทธภาษิต

ไม่ว่าบนท้องฟ้า
ไม่ว่าในหุบเขา
ที่คนเราอาศัยอยู่แล้ว
ไม่ว่าท่ามกลางมหาสมุทร
ไม่มีแม้สักแห่งเดียว
จะหนีพ้นความตายได้

Neither  in  the  sky  no  in  mid - ocean,
Nor  in  the  clefts  of  the  rocks,
Nowhere  in  the  world  is  found  that  place,
Where  abiding  one  will  not  be  overcome  by
death.

***************


ขอเชิญร่วมบุญทอดผ้าป่า สรงน้ำพระ วันสงกรานต์
ณ วัดพุทธาราม เมืองวาลแวกซ์ เนเธอร์แลนด์
วันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๑

****************

คณะกรรมการวัดพุทธาราม ขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชนทุกท่านพร้อมครอบครัว ร่วมทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ และทอดผ้าป่าสามัคคี เนื่องใน เทศกาลประเพณีสงกรานต์ประจำปี (วันขึ้นปีใหม่ไทย)กำหนดการ เวลา

๑๐.๐๐ น. ร่วมสวดมนต์ไหว้พระ ทำวัตรเช้า เวลา
๑๐.๓๐ น. พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เวลา
๑๑.๐๐ น. ตักบาตร และถวายภัตตาหารเพล เวลา
๑๓.๐๐ น. ถวายผ้าป่าสามัคคี และบังสุกุลให้บรรพบุรุษ
- สรงน้ำพระ พระสงฆ์อนุโมทนา
- รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า ผู้แก่

SONGKRAN FESTIVAL ( THAI NEW YEAR )
The monks and the board of the Buddharama Temple have the honour to invite you to the celebration of Songkran.

***************


สารบัญ

เรื่อง หน้า
สงกรานต์
ข่าวแจ้งให้ทราบ
ประกาศอนุโมทนา
เข็มทิศชีวิต โดย
Wie was de Boeddha ?
Boeddha, een open Leraar
โดย หลวงปู่
โดย คนวัด

ศิษย์หลวงปู่



๑๔
๑๗
๑๙


สงกรานต์

โดย หลวงปู่

            ประเพณีสงกรานต์ ได้เป็นพิธีทั้งทางศาสนา และชาวบ้านทั่วแคว้นแดน ไทยสืบกันมาแต่โบราณ ดังที่ปรากฎ อยู่ในตำหรับนางนพมาศ ว่า เมื่อถึง วันสงกรานต์ ข้าราชการผู้ใหญ่มีท้าวพระยาราชการ ต่างพากันมาเข้าเฝ้า ถวายบังคมรดน้ำแก่พ่อขุนผู้เป็นเจ้าฟ้าแผ่นดิน และถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ต่อมา ถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา เราก็ทราบเรื่องราวของประเพณีสงกรานต์ จากหนังสือ นิราศเดือน ของนายมี ดังคำกลอนตอนหนึ่งว่า

"โอ้ฤดูเดือนห้า หน้าคิมหันต์ พวกมนุษย์สุดสุขสนุกครัน

ได้ดูกันพิศวงเมื่อสงกรานต์ ทั้งผู้ดีเข็ญใจใส่อังคาส

         ในวันสงกรานต์ คนไทยทั่วทุกภาคจะไปทำบุญ และมาติกาบังสุกุลอุทิศ ส่วนบุญกุศลไปให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วที่วัด แล้วไปสรงน้ำดำหัวแก่ญาติ หรือผู้ใหญ่ ที่ตนเคารพนับถือ ขอศีลขอพร เพื่อเป็นสิริมงคล แก่ตนและ ครอบครัว

         คำว่า สงกรานต์ หมายความว่า การย้ายที่ หรือเคลื่อนออก กล่าวคือ ดวงอาทิตย์จะโคจรเข้าสู่ราศีเมษ นับเป็นปีใหม่ของไทยแต่โบราณ แม้ชาวไทย จะถือวันที่ ๑ เมษายน ของทุกปี เป็นวันขึ้นปีใหม่ก็ตาม แต่วันที่ถือว่าเป็นวัน สำคัญในการทำบุญให้ทาน และแผ่บุญกุศล ให้แก่ญาติและบรรพบุรุษผู้ที่ ล่วงลับไปแล้วนั้น ยังคงยึดถือวันที่ ๑๓ - ๑๔ - ๑๕ เมษายน รวม ๓ วันคือ

ราศีเมษ จะเปลี่ยนจากศักราชเก่า เข้าสู่ศักราชใหม่

          ประกาศสงกรานต์ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๑ วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นวันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันอังคาร แรม ๓ ค่ำ เดือน ๕ ปีขาล เวลา ๐๔ นาฬิกา ๔๙ นาที ๔๘ วินาที

นางสงกรานต์ ชื่อ โคราคะเทวี ทรงพาหุรัตน์ ทัดดอกปีบ แก้วมุกดาหาร เป็นอาภรณ์ ภักษาหาร น้ำมันเนย พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้าย ทรงไม้เท้า เสด็จไสยาสน์หลับเนตรมาบนหลังเสือ

วันเถลิงศก วันที่ ๑๖ เมษายน พ. ศ. ๒๕๔๑ ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๕ ค่ำ เดือน ๕ เวลา ๐๘ นาฬิกา ๔๗ นาที ๒๔ วินาที

กาลโยค เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๔๑ ถึงวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๔๒

กาลโยค ธงชัย อธิบดี อุบาทว์ โลกาวินาศ

วัน ๒ ๗ ๑ ๒

ยาม ๓ ๔ ๒ ๘

ฤกษ์ ๒๒ ๑๓ ๒๑ ๒๓

ราศี ๗ ๔ ๖ ๘

ดิถี ๑๓ ๔ ๑๒ ๒๐

กาลโยค คือกาลอันพึงมีตามกำหนด อันประกอบด้วยผล คือคราวดี คราวร้าย สืบเนื่องกันมาตามลำดับ จากวัน, ยาม, ราศี, ดิถี, ฤกษ์.

ธงชัย - วันที่สำเร็จในผลดี หรือความดีทั้งหลาย ชัยชนะ มิ่งขวัญ ของหมู่คณะ

- เวลา ประกอบด้วยโชค ชัยชนะ หมายถึงชัยโชค

อธิบดี - วันที่เป็นใหญ่ มีอำนาจในการปกครอง ควบคุมดูแล

- เวลา ประกอบด้วยโชค ความเป็นใหญ่

อุบาทว์ - วันที่ตกอยู่ในบ่วงกรรมอุปสรรค ทำการค้าไม่ขึ้น โชคร้าย

- เวลา ประกอบด้วยอุบัติเหตุ เคราะห์ร้าย สิ่งที่ไม่เป็นมงคล

โลกาวินาศ - วันที่วุ่นวาย ยุ่งยาก ระส่ำระสาย ความหายนะ สูญเสีย

- เวลา เข้าไปสู่อันตราย หรืออุปัทวันตราย ไม่เป็นมงคลต่อชุมชน หมู่คณะเป็นส่วนรวม


ข่าวแจ้งให้ทราบ

โดย คนวัด

ห้องน้ำและห้องส้วม ที่ทางวัดได้จัดสร้างขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวก แก่พี่น้องพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ที่มาบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา ได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ด้วยเงินบริจาคของท่านทั้งหลาย อันมีคุณฉันทนา และคุณโบมาส ยู อัศวโสภณ เป็นเจ้าภาพใหญ่ สิ้นเงินไปทั้งหมด จำนวน ๔๐,๐๐๐ gulden

๑๐ มกราคม ๒๕๔๑ งานขึ้นปีใหม่

ทางวัดได้จัดงานวันขึ้นปีใหม่ มีการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารเพล แก่พระสงฆ์ แล้วบำเพ็ญสมาธิภาวนา ถวายสังฆทานและรับพรจากพระสงฆ์ เสร็จพิธีทางศาสนาแล้ว มีรายการบันเทิง โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ปรัชญาทวี ตะเวทิกุล เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก มาเป็นประธานเปิดงาน และกล่าวอวยพรปีใหม่แก่พี่น้องชาวไทย จากนั้นก็ได้สนุกสนานฉลองปีใหม่ กับดนตรีสากลวง B. J. P. ของคุณเบิร์ด คุณแจ๊ค และคุณพงษ์ สามหนุ่ม สามมุมจากเมือง Rotterdam สลับกับโชว์ของคุณช้าง และจะขาดเสียมิได้ คือพิธีกรสาวสวยสองท่าน คุณสุมณฑาและคุณอรสา ส่วนเรื่องอาหารการกิน ที่มาบริการทุกท่านภายในงานก็ได้รับความอุปถัมภ์จากคุณไก่ พูนสุข เจ้าเดิม งานนี้มีผู้มาร่วมทำบุญกับทางวัด เป็นเงินจำนวน ๔,๗๕๓.๗๕ gulden ซึ่ง ทางคณะกรรมการวัดจะได้นำไปบูรณะวัดต่อไป

๒๙ มกราคม ๒๕๔๑ นักศึกษาผู้ใหญ่มาเยี่ยมวัด

คณะนักศึกษาผู้ใหญ่จากโรงเรียน Willestein Waalwijk จำนวน ๒๐ คน มาเยี่ยมชมวัดและศึกษาศาสนา นักศึกษาเหล่านี้มีความสนใจใคร่อยากรู้ การ ประพฤติปฏิบัติของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ตลอดจนกิจวัตรต่างๆ แต่ละวัน ว่า พระสงฆ์ได้ทำอะไรบ้าง มีความเป็นอยู่อย่างไร

๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ งานวันมาฆบูชา

วันมาฆบูชา เป็นวันบูชาพิเศษ ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๓ หรือวันเพ็ญ เดือน ๔ ของปีอธิกมาส หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันจาตุรงคสันนิบาต คือ วันประชุมพร้อมด้วยองค์ ๔ คือ

๑. วันนั้นเป็นวันเพ็ญเดือน ๓

๒. พระสงฆ์ ๑๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

๓. พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖

๔. พระสงฆ์เหล่านั้นทั้งหมดล้วนเป็นเอหิภิกขุ

การประชุมพร้อมด้วยองค์ ๔ นี้ มีขึ้น ณ พระเวฬุวัน หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๙ เดือน และพระองค์ได้ทรงแสดง โอวาทปาฏิโมกข์ ประกาศหลักพระพุทธศาสนา หรือธรรมนูญการปกครองสงฆ์ ซึ่งย่อได้ใจความสำคัญ ๓ ประการ คือ

๑. ไม่ทำความชั่ว

๒. ทำแต่ความดี

๓. ทำใจให้บริสุทธิ์

ในวันงาน มีการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารเพลแก่พระสงฆ์ เสร็จแล้ว ท่านนิมิตร ปถมวาลย์ อัครราชทูตที่ปรึกษา กล่าวนำประชาชนพุทธบริษัททุกท่าน ทำพิธีบูชาเนื่องในวันมาฆบูชา เสร็จแล้วพระเดชพระคุณ หลวงพ่อนำทุกท่านนั่งสมาธิภาวนาเป็นพุทธบูชา และเช่นเคยเมื่อวัดมีการทำบุญในวันสำคัญทุกครั้ง ทางสถานทูตไทย ณ กรุงเฮก ได้มาบริการประชาชน เกี่ยวกับการต่ออายุหนังสือเดินทาง ขอวีซ่า และการแจ้งเกิดของเด็กไทยด้วย ทำให้ผู้มาทำบุญเกิดความสะดวกในการติดต่อกับทางราชการ ซึ่งทางสถานทูต ก็ได้ปวารณาว่าจะยังคงมาให้บริการประชาชนที่วัดอีกต่อไปเมื่อมีงานบุญ

๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ นักเรียนมาเรียนพุทธศาสนา

ทางวิทยาลัย Carmel College Titus Brandsmalyceum} Titus Brandsmalyceum Katholieke Scholengemeenschap Molenstraat 30, 5341 GD Oss. Nederland ได้พานักเรียนจำนวน ๑๗๐ คน พร้อม กับครูผู้ดูแล มาศึกษาพระพุทธศาสนา แบ่งเป็น ๔ กลุ่ม เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการเรียนการสอน คือ

กลุ่มที่ ๑. เวลา ๙.๑๕ น. - ๑๐.๑๕ น.

กลุ่มที่ ๒. เวลา ๑๐.๑๕ น. - ๑๑.๑๕ น.

กลุ่มที่ ๓ เวลา ๑๒.๑๕ น. - ๑๓.๑๕ น.

กลุ่มที่ ๔ เวลา ๑๓.๑๕ น. - ๑๔.๑๕ น.

ในการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาครั้งนี้ มีอาจารย์ ๒ ท่าน เป็นผู้บรรยาย เมื่อบรรยายเสร็จแต่ละกลุ่ม ก็มีนักเรียนสนใจถามปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ กิจวัตรของพระสงฆ์ ในส่วนนี้ถือได้ว่า ทางวัดได้มีส่วนช่วยให้เยาวชนของเนเธอร์แลนด์ได้รู้จักพระพุทธศาสนาในระดับหนึ่ง ต่อไปถ้าเขาเหล่านั้น มีความสนใจ ก็สามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองได้๒๘

กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ งานราตรี รวมน้ำใจ ไทยช่วยชาติ

งานนี้จัดขึ้นด้วยความร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องชาวไทยที่อาศัยอยู่ใน ประเทศเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และเยอรมัน โดยมีคุณจินตนา เกตุจำปา ร้านอาหารสวัสดี เมือง Antwerpen ประเทศ Belgium เป็นหัวเรือใหญ่ได้ชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งหลายช่วยกันทำ

ด้วยคิดว่า ในคราวที่ประเทศชาติบ้านเมือง ประสบปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ พวกเราที่อยู่ต่างแดน ก็มิได้ นิ่งดูดาย คิดช่วยกันสิ่งละอันพันละน้อย เพื่อช่วยประเทศชาติให้พ้นภาวะ วิกฤต ถึงแม้ว่า พวกเราจะช่วยไม่ได้มาก แต่ถ้าทุกคนช่วยกันมันก็สำเร็จได้ เปรียบเหมือนหยาดฝนตกจากฟากฟ้า แต่ละหยาดๆ ย่อมยังภาชนะให้เต็มได้ฉันใด ก็ฉันนั้น ซึ่งทางวัดก็ได้ช่วยประสานงานและอำนวยความสะดวกให้ ในเรื่องสถานที่และสิ่งอื่นๆ ที่จำเป็น โดยมี ฯพณฯ ปรัชญาทวี ตะเวทิกุล เอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ให้เกียรติมาเป็นประธาน เปิดงาน คณะกรรมการจัดงานขอขอบพระคุณ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตมา ณ โอกาสนี้ด้วย

นอกจากนั้น คณะกรรมการจัดงานต้องขอขอบคุณคณะนักดนตรี นักแสดงทุกๆท่าน พ่อค้าแม่ขาย และผู้ช่วยงานทั้งหมด ตลอดถึงผู้ที่มาร่วมงาน ทุกๆคน ที่มีน้ำใจมาร่วมใจ ไทยช่วยชาติ ให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

งานนี้ได้รับการร่วมน้ำใจ ไทยช่วยชาติ จากพี่น้องทั้งหลาย เป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน ๘,๔๔๕ gulden และทางวัดได้บริจาคสมทบส่วนหนึ่งเป็นเงินจำนวน ๑,๕๕๕ gulden รวมได้รับเงินทั้งสิ้นจำนวน ๑๐,๐๐๐ gulden ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวทางคณะกรรมการ จักได้นำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลในนามของวัดพุทธาราม ตามที่ได้แจ้งให้ทราบแล้วต่อไป๒๙

มีนาคม ๒๕๔๑ ทำบุญ ๕๐ วัน คุณเรณู

ด้วยเพื่อนพ้อง น้องพี่ ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก ที่รักสนิทและไม่สนิท ได้มาร่วมกันทำบุญ ๕๐ วัน อุทิศให้แก่คุณเรณู ประมวล ที่ถูกฆาตกรรมโดยสามี ของตนเอง ทิ้งลูกน้อยวัย ๗ เดือนเศษ ไว้ให้เผชิญชะตากรรมตามลำพัง เป็นที่น่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง๒๕

เมษายน ๒๕๔๑ งานสงกรานต์

ในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๑ ทางวัดจะจัดงานทำบุญสงกรานต์ เพื่อให้พี่น้องชาวไทย ได้มีโอกาสทำบุญตามประเพณีนิยม มีการสวดมนต์ไหว้พระ ทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารเพล บังสุกุลอุทิศให้แก่บรรพบุรุษ สรงน้ำพระ และรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่ ตามประเพณีที่สืบกันมาแต่โบราณ ในงานนี้ทางวัด ได้จัดให้มีการทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อร่วมทุนบูรณะซ่อมแซมวัด ของเรา โดยมีคุณสุทธิดา (มดแดง) เจริญแสน เป็นประธานตั้งต้นผ้าป่า และหากรรมการ ท่านที่ประสงค์จะร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคี เชิญติดต่อได้ที่วัด ขณะนี้มีผู้มีจิตศรัทธามาร่วมเป็นเจ้าภาพ ดังต่อไปนี้ประธานคุณสุทธิดา

( มดแดง ) เจริญแสน ๒,๐๐๐ guldenรองประธานคุณวันดี

จันทร์ดีโชค และคุณ John Beumer ๕๐๐ guldenคุณ

Ton และคุณเปรม ร้านอาหารไทย เมือง Uden ๒๕๐ guldenคุณพ่อศรี

สาระภา ๒๕๐ gulden คุณอุไร สาระภา ๒๕๐ guldenคุณสุดารัตน์

สุขแสนคำ ๒๕๐ gulden แม่ชีลัดดาวัลย์ ๑๕๐ guldenคุณรัตนา

เจริญทรัพย์ ร้านอาหารบ้านไทย เมือง Gent ๕,๐๐๐ BEF

ตามที่ทางวัด เคยแจ้งให้ท่านทั้งหลายทราบแล้วว่า จะบูรณะซ่อมแซม อาคารหลังเล็ก เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พี่น้องพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ที่มาบวชบำเพ็ญบารมี รักษาศีล เจริญภาวนา ได้พักอาศัยสะดวกสบาย เป็น สัปปายะในการปฏิบัติธรรม

ช่างได้คำนวนราคาประมาณ ๘๐,๐๐๐ gulden

ในโอกาสนี้ ทางวัดใคร่ขอเชิญชวนพี่น้องทุกท่าน มาร่วมเป็นเจ้าของ บูรณะซ่อมแซมอาคารหลังเล็กร่วมกัน เรื่องการบุญการกุศล ท่านทั้งหลาย ไม่ควรประมาท สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเตือนไว้ว่า ปมาโท มจฺจุโน ปทํ ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย สังขาร ร่างกายอยู่ได้ไม่นานนักก็จักแตกสลาย ชีวิตเป็นอยู่ได้ไม่เกิน ๑๐๐ ปี เรารู้ว่า เราเกิดเมื่อไร แต่ไม่มีใครทราบว่า เราจะตายวันไหน รู้แต่เพียงว่า จะต้องตาย ภายใน ๗ วัน คือวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ วิสัยของผู้มีปัญญา จึงมิควรตั้งอยู่ใน ความประมาท เร่งขวนขวายทำบุญตามกำลังทรัพย์และศรัทธาที่จะทำ การทุ่มเททำบุญจนตัวเองต้องเดือดร้อน ไม่ใช่วิสัยของผู้มีปัญญา เพราะคำว่า บุญ เป็นชื่อของความสุข, ความดี, เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า ท่านที่ประสงค์จะร่วมทำบุญกับทางวัดเชิญติดต่อได้ทุกโอกาส หรือจะบริจาคเข้าทางบัญชีธนาคารของวัดก็ได้ ตามหมายเลขบัญชีธนาคาร ดังนี้ Bank: ABN - AMRO Waalwijk nr. 25 46 71 885


ประกาศอนุโมทนา

เนื่องด้วยทางวัดได้ทำการก่อสร้าง และบูรณะซ่อมแซม อาคารที่ชำรุดทรุดโทรมบางส่วน

ได้มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคสมทบเข้ามาเรื่อยๆ ตามที่ทางวัด ได้ประกาศบอกบุญให้ทราบไปแล้วนั้น ในฉบับนี้ก็ขอประกาศอนุโมทนา ต่อท่านเจ้าภาพดังมีรายนามต่อไปนี้

๑. คุณสุมณฑา คุณไชยวินและครอบครัว เมือง Kassel บริจาคสมทบสร้างห้องน้ำห้องส้วม จำนวน ๑,๐๒๐ DM.

๒. แม่ชีลัดดาวัลย์ ณ นคร และลูกหลาน บริจาคอุปกรณ์ไฟฟ้าในห้องน้ำ ห้องส้วม จำนวน ๓๕๐ gulden

๓. แม่ชีอู๊ด อ่องสมบัติ บริจาคกระจกและถังขยะ ในห้องน้ำห้องส้วม จำนวน ๓๐๐ gulden

๔. คุณจันทร์ทิพย์ บุตรจินดาและลูก สมทบสร้างห้องน้ำ ๒๐๐ gulden

๕. คุณรัตนา ใจแสน, โรบี, คุณสำเนา, คุณรัตนา ชินรัมย์ ประเทศ Belgium สมทบสร้างห้องน้ำ จำนวน ๑๔๕ gulden

๖. คุณฉลวย คุณวราภรณ์ และคณะ สมทบสร้างห้องน้ำ ๙๐ gulden

๗. คุณบุญมี และคณะ บริจาคบำรุงวัด จำนวน ๒๘๕ gulden

๘. คุณมารศรี ประเทศ Belgium บริจาคบำรุงวัด ๒,๐๐๐ BEF

๙. ครอบครัวVan Pee Phalee Thadsaneepornบริจาค ๕,๐๐๐BEF

๑๐. คุณมาลี และคุณมะลิ สมทบสร้างห้องน้ำ จำนวน ๑๐๐ gulden

๑๑. คุณนันทวัน สิงหพันธ์ Amsterdam จำนวน ๑๖๖ gulden

๑๒. คุณบุษบา รัตนานุสรณ์ จำนวน ๑๙๙ gulden

๑๓. คุณอารีย์รัตน์ Amsterdam จำนวน ๑๐๐ gulden

๑๔. คุณละเมียน ปานสวัสดิ์ และคณะสตรีไทย จำนวน ๑๙๕ gulden

๑๕. คุณจินตนา เกตุจำปา ร้านสวัสดี Antwerpen จำนวน ๕,๐๐๐ BEF

๑๖. คุณบังอร เมืองMaastricht อุทิศให้แม่พุด จำนวน ๒๐๐ gulden

๑๗. คุณ Peter Lowe และคุณปรีดา จำนวน ๒,๐๐๐ gulden

๑๘. คุณศิริวรรณ จำนวน ๒๐๐ gulden

๑๙. ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม จำนวน ๒๐๐ gulden

๒๐. คุณจันทร์ทิพย์ บุตรจินดา บริจาคไทยช่วยชาติจำนวน ๒๐ gulden

๒๑. คุณประภา เงินประดับ บริจาคไทยช่วยชาติ จำนวน ๑๐๐ gulden

๒๒. คุณสุรีย์ คุณอรสา พุกกะมาน และคณะ ร่วมกันบริจาคซื้อเครื่อง อบผ้า ถวายวัด จำนวน ๑,๒๐๐ guldenคุณจันทร์ทิพย์

บุตรจินดา พร้อมด้วยคณะ เป็นเจ้าภาพซื้อเก้าอี้นวมถวายวัด ดังมีรายนามต่อไปนี้

๑. คุณจันทร์ทิพย์ บุตรจินดา จำนวน ๒๓๕ gulden

๒. คุณป้าสมวงค์ Wild จำนวน ๒๕๐ gulden

๓. คุณโสภณ Vugts จำนวน ๑๐๐ gulden

๔. คุณเอก ไพบูลย์ จำนวน ๑๐๐ gulden

๕. คุณแอ๊ด และครอบครัว จำนวน ๑๐๐ gulden

๖. คุณรัชนีวรรณ V. der Drift จำนวน ๕๐ gulden

๗. คุณปุ๊ก ไพบูลย์ จำนวน ๕๐ gulden

๘. คุณเส็ง จำนวน ๕๐ gulden

๙. คุณมาลี V. den Assen จำนวน ๒๕ gulden

๑๐. คุณฟิว Alewijnse จำนวน ๒๐ gulden

๑๑. คุณ Alen Kain จำนวน ๒๐ guldenเจ้าภาพสร้างพระไตรปิฎก

ฉบับภาษาไทย ฉบับของมหาจุฬาลงกรณ์ ราชวิทยาลัย มีรายนามดังต่อไปนี้

๑. แม่ชีลัดดาวัลย์ ณ นคร และลูกหลาน จำนวน ๕๐๐ gulden

๒. คุณป้าผ่องศรี สังขวณิช จำนวน ๓๐๐ gulden

๓. แม่ชีอู๊ด อ่องสมบัติ จำนวน ๒๐๐ gulden

๔. คุณจอย บุญรอด จำนวน ๑๐๐ gulden

๕. แม่ชีบุญดี แสงทอง จำนวน ๕๐ gulden

๖. คุณ Jawa จำนวน ๕๐ gulden

๗. คุณเปรม ท้วมหร่าย จำนวน ๒๕ gulden

๘. คุณวันเพ็ญ ชัยสิน จำนวน ๑๐ gulden

๙. คุณเตือนใจ คงอินทร์ จำนวน ๑,๐๐๐ BEF

๑๐. คุณกนิษฐา ศรีบุญเรือง จำนวน ๑,๐๐๐ BEF

๑๑. คุณจิ๋ม จันทร์พร จำนวน ๕๐๐ BEFคุณกำพล

สุขสบาย เจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตไทย ณ กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม และพี่น้องสาธุชนที่อาศัยอยู่ในประเทศเบลเยี่ยม ร่วมกันบริจาคปัจจัยซื้อจานดาวเทียม ถวายวัดพุทธาราม เพื่อประโยชน์ในการ รับฟังและรับชมภาพข่าว จากไทยทีวีสีช่อง ๕ ดังมีรายนามต่อไปนี้ ๑

. คุณสมศรี กล่ำพูล ไทยอะควาเรียบพิธ จำนวน ๘,๐๐๐ BEF ๒

. คุณฉันทนา คุณโบมาส ยู อัศวโสภณ จำนวน ๒,๐๐๐ BEF ๓

. คุณอัมพร (เล็ก) รักวงษ์ฤทธิ์ จำนวน ๒,๐๐๐ BEF ๔

. คุณนิตยา - คุณบุญช่วย สวัสดิ์นำ จำนวน ๒,๐๐๐ BEF ๕

. คุณจิ๋ม จันทร์พร จำนวน ๑,๒๐๐ BEF ๖

. คุณกำพล - คุณจำเนียร สุขสบาย จำนวน ๑,๐๐๐ BEF ๗

. คุณมนตรี - คุณพัชรา แซ่จิว จำนวน ๑,๐๐๐ BEF ๘

. คุณภิพบ - คุณปิยะนุช พันธ์พานิช จำนวน ๑,๐๐๐ BEF ๙

. คุณสุรัญญา ทองบุญรอด จำนวน ๑,๐๐๐ BEF ๑๐

. คุณสุชาติ - คุณจุฑามาศ จำนวน ๑,๐๐๐ BEF ๑๑

. คุณปองฤทัย ดีประสิทธิ์ จำนวน ๑,๐๐๐ BEF ๑๒

. คุณภาณุวัฒน์ น้ำจันทร์ จำนวน ๑,๐๐๐ BEF ๑๓

. คุณชลิตา พิกุล จำนวน ๑,๐๐๐ BEF ๑๔

. คุณสุทัศน์ ปาณินท์ จำนวน ๑,๐๐๐ BEF ๑๕

. คุณอารียา นิติบุญวาสนา จำนวน ๕๐๐ BEF ๑๖

. คุณอาราณี นาคสุข จำนวน ๕๐๐ BEF ๑๗

. คุณเสนาะ จำปาทอง จำนวน ๕๐๐ BEF ๑๘

. คุณนงลักษณ์ ตุ้มทอง จำนวน ๕๐๐ BEF ๑๙

. คุณวลิต มณีพร จำนวน ๕๐๐ BEF ๒๐

. คุณวิชัย แซ่หว่อง จำนวน ๕๐๐ BEF ๒๑

. คุณมนัส แซ่จิว จำนวน ๕๐๐ BEF ๒๒

. คุณแดง หมิ่ง เฟร์ด จำนวน ๕๐๐ BEF ๒๓

. คุณอัจฉรา สุวรรณิจ จำนวน ๕๐๐ BEF ๒๔

. SWADNAM NATAYA จำนวน ๕๐๐ BEF ๒๕

. คุณสุนันท์ ไม้น้อย จำนวน ๕๐๐ BEF ๒๖

. คุณมาร์ค อิสรางกูร จำนวน ๒๐๐ BEF ๒๗

. VONGPHAKDY โอ๊ก จำนวน ๑๐๐ BEF

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ทางวัดขออนุโมทนาต่อท่านทั้งหลายที่บริจาค บำรุงวัดเป็นประจำรายเดือน ขอให้ทุกๆท่านที่ได้กล่าวนามมาแล้ว และที่ไม่ได้ กล่าวนามในที่นี้ก็ตาม จงพ้นจากทุกข์ ให้มีสุขยิ่งๆ ขึ้นไป ท่านที่เจ็บไข้ได้ป่วย ขอให้หายป่วย และมีสุขภาพแข็งแรง ต่อสู้กับชีวิตต่อไป และจงเลือกทำแต่ กรรมดี การทำดี ดีกว่าขอพร


เข็มทิศชีวิตโดย

ศิษย์หลวงปู่

เครื่องบินก็ดี เรือเดินทะเลก็ดี จะไปสู่จุดหมายปลายทางหรือไปตรงเป้าหมายได้ต้องอาศัยเข็มทิศ มีปัญหาหรืออุปสรรคขัดข้องก็มีสัญญาณบอกเหตุ แต่ชีวิตของมนุษย์กับตรงกันข้าม หามีเข็มทิศ หรือมีเครื่องหมายอะไรบอกเหตุ หรือเป็นไปไม่ ดังพระบาลีที่ว่า ชีวิตํ

พฺยาธิ กาโล จ เทหนิกฺเขปนํ คติ ปญฺเจเต

ชีวโลกสฺมึ อนิมิตฺตา น นายเร.

แปลเป็นไทยได้ความว่า ชีวิต (ความเป็น)๑. พยาธิ(ความเจ็บป่วย)๑. กาละ (เวลาเจ็บหรือจาก) ๑. เทหะนิกเขปนะ(สถานที่ๆ จะทอดร่างลงไปตาย) ๑. คติ (ที่หมายภายหลังสิ้นชีวิต) ๑. ฐานะ ๕ อย่างนี้ไม่มีนิมิต เครื่องหมายบอกเหตุล่วงหน้า เป็นธรรมชาติที่บอกไม่ได้ทายไม่ถูกเหตุให้ตาย

ดังมีคำท่านกล่าวว่า ความตายเป็นสถานีสุดท้ายของชีวิต เป็นสมบัติของ ชีวิตที่ทุกชีวิตจะต้องประสบ เหตุที่จะทำให้สิ้นชีวิตนั้น ท่านกำหนดไว้ ๔ ประการ คือ ๑

. ตายเพราะสิ้นอายุ ๒

. ตายเพราะสิ้นกรรม ๓

. ตายเพราะทั้งสิ้นอายุและสิ้นกรรม ๔

. ตายเพราะมีกรรมมาตัดรอนขั้นตอนความตาย

ความตายนั้นเมื่อพิจารณาให้ดี จะเห็นว่า มี ๓ ระดับ ดังนี้ ๑

. ตายเมื่อแก่ (ปัจฉิมวัย) อายุ ๕๐ ปีล่วงไปแล้ว ๒

. ตายก่อนแก่ (มัชฌิมวัย) อายุ ๒๕ - ๕๐ ปี ๓

. ตายโดยไม่มีโอกาสจะได้รู้จักคำว่าแก่ (ปฐมวัย) แรกเกิด-๒๕ ปี ไปงานศพเราได้อะไรบ้าง

ปกติงานศพถือเป็นงานเสีย... นับแต่เสียชีวิต เสียใจ เสียเวลา เสียทรัพย์ คิดๆ ดูเหมือนมีแต่เสียไม่มีได้ แต่วิสัยบัณฑิตชน พระพุทธเจ้าทรงสอนให้รู้จัก ทำสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ให้เกิดสาระ ทำสิ่งที่เป็นโทษ ให้กลายเป็นคุณ ทำสิ่งที่ ปราศจากประโยชน์ ให้เป็นประโยชน์ ฉะนั้น แม้ซากศพจะหาค่ามิได้ในแง่ของเนื้อหนังมังสา ดังคำที่ว่า

อันเป็ดไก่ควายวัวเนื้อตัวมันมีค่า ถึงคราวล้มตายก็ขายได้ราคา เป็นสินค้ามีค่าคนต้องการ แต่คนเราตายกายเน่าเหม็น มองไม่เห็นเป็นแก่นสาร ยามสดชื่นอยู่ก็รักกัน คนนี้ของฉันคนนั้นของแก แต่พอตายแหง๋แก๋ก็ไม่ใช่ของแกของฉันฯ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ประโยชน์หรือวิตามินของงานศพอยู่ตรงไหน? เบื้องต้น จะได้สกัดเอาวิตามินของการไปงานศพ ให้ท่านทั้งหลายได้สดับศึกษาสัก ๕ ประการ ซึ่งเป็นการถอดความจากพระคาถาในติโรกุฑฑสูตร ที่พระเจ้า พระสงฆ์นำมาอนุโมทนาหลังจาก ยถา สัพพีฯ ว่า โส ญาติธมฺโม จ อยํ นิทสฺสิโตฯ เป็นอาทิ แปลถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ดังนี้ ๑

. ได้บอกความเป็นญาติ

- ทั้งญาติโดยสายโลหิตและญาติธรรม ๒

. ได้ประกาศเกียรติคุณ

- ทั้งของผู้ตายและของเจ้าภาพ ๓

. ได้สนับสนุนคนดี

- ถวายกำลังแก่สมณะพระสงฆ์ผู้ดำรงสืบทอดพระศาสนา ๔

. ได้แสดงน้ำใจไมตรีต่อเจ้าภาพ

- เห็นใจในโอกาสประสบพบกับความสูญเสีย ๕

. ได้ซึมซาบในสัจจธรรม

- เข้าใจในกฎธรรมชาติคืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา


คณะกรรมการมีข่าวดีแจ้งให้ทราบ

ท่านที่เป็นเจ้าของร้านขายของชำ หรือร้านอาหารไทย ที่มีกิจการอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และเยอรมัน ประสงค์จะให้ทางวัดลงโฆษณาในหนังสือ Step by Step เรา คิดอัตราค่าโฆษณาเต็มหน้า ๒๕๐ gulden ต่อปี ครึ่งหน้า ๑๕๐,- ต่อปี เชิญติดต่อมาได้ที่วัดพุทธาราม Tel./Fax (๐๔๑๖) ๓๓ ๔๒ ๕๑


Wie was de Boeddha? Door Peter van Loosbroek (มnanda)

Hoewel ik per 3 maart 1998 vanwege drukke werkzaamheden als secretaris van de tempel ben afgetreden, blijf ik mijn missiewerk met grote vastberadenheid voortzetten. Om mensen op een simpele wijze kennis te laten nemen met het Boeddhisme, heb ik gemeend een serie te moeten schrijven over de Boeddha zelf. In de serie Wie was de Boeddha?, zal ik een beeld schetsen wie deze grote Leraar in werkelijkheid was. Er zullen nog verscheidene artikeltjes uit deze serie volgen! Hopelijk kan ik er veel mensen mee motiveren.

Een korte samenvatting van de beginperiode
Iemand die een leraar volgt, dient in de eerste plaats wat over die leraar te weten. In dit hoofdstuk zullen we eens wat nader kennis maken met een man die 2500 jaar geleden werd geboren; een man die slechts een bedelnap en een paar gewaden bezat en t๓ch het gelukkigste wezen was dat hier op aarde rondliep.

Aan de voet van het Himalaya gebergte, juist over de grens van India in het huidige Nepal, werd tijdens de volle maan in de maand Mei (Vesแkha) van het jaar 623 v.Chr., een edele prins geboren in het Park van Lumbini nabij Kapilavatthu. Hij was voorbestemd eens de meest verheven religieuze leider in de wereld te zijn. De stam waarin hij werd geboren was die van de Sแkyas, een heldhaftige krijgersstam. Zijn naam was Siddhatta (Sanskriet: Siddharta), hetgeen betekent: wens vervuld. Deze naam werd hem gegeven omdat de raadsman van de koning, Asita (ook bekend als Kแladevala), voorspelde dat het koningskind een Boeddha zou worden. De vader van de prins heette Suddhodana; hij was de koning van de Sแkya’s. Koning Suddhodana had twee vrouwen: koningin Mahแ Mแya en haar zuster Mahแ Pajแpati. Hun familienaam was G๓tama. Zeven dagen na de geboorte van Siddhatta stierf zijn moeder Mahแ Mแya; haar zuster Mahแ Pajแpati had haar beloofd Siddhatta verder op te voeden. De jonge prins genoot de beste scholing die er maar was en overtrof al snel zijn leraren in wijsheid. Ook in de vechtkunst was hij heer en meester. Op 16 jarige leeftijd trouwde hij met zijn nicht, Yas๓dharแ, de dochter van Suppabuddha, de broer van Mahแ Mแya. Uit het huwelijk van Siddhatta en Yas๓dharแ kwam een zoon voort: Rแhula. De prins groeide op binnen de muren van het koninklijke paleis waar alles dat de tekenen van verval vertoonde, opgeschoond werd om de lelijke kant van het leven te verbergen. Zijn vader wilde voorkomen dat hij de wereld zou verzaken wanneer hij de vergankelijke natuur der dingen aanschouwde. Maar de drang om de ware aard van dingen te onderzoeken bleef de jonge prins prikkelen, en op een dag trok hij er met zijn wagenmenner Channa en zijn paard Kanthaka erop uit om een rondje door de stad te maken. Daar maakte hij kennis met de harde, naakte waarheid.

Hij zag vervolgens een oude, een zieke en een dode man (de drie hemelse boodschappers). Hij vroeg aan zijn wagenmenner of dat de enige wezens in de wereld waren die dit lot treffen, waarop Channa ontkennend antwoordde. Ook al is iemand rijk of arm, lelijk of mooi, wijs of onwetend – het idee dat dit vreselijke lot alle voelende wezens treft, deed Siddhatta door merg en been sidderen. Hij voelde een intens mededogen voor alle voelende wezens en uiteindelijk besluit hij met een vastberaden wil, een medicijn te zoeken dat voorgoed een eind kan maken aan deze gruwelijke toestanden waar alle wezens aan onderworpen zijn.

Op 29 jarige leeftijd verliet de prins de wereld. Alles wat hij had gaf hij uit mededogen voor de ganse wereld op. Zelfs zijn vrouw en enige kind die hem zeer geliefd waren, liet hij achter – een hartverscheurend afscheid dat hem diep raakte. Maar hij beloofde in zijn hart terug te keren wanneer hij zijn zoektocht volbracht had en het medicijn tegen lijden gevonden had. Zijn zoektocht eindigde 6 jaren later onder de Bodhi-Boom, de ‘Boom der Verlichting’ te Uruvelแ (nu Bodh Gaya).

V๓๓r zijn verzaking leidde hij het leven van een prins en genoot hij alle luxe terwijl lijden een feit bleef; zes lange jaren van strenge zelfkastijding konden hem evenmin verlossen van het universele symptoom dat iedere vorm van bestaan doordringt – lijden. Na deze twee uitersten persoonlijk ondervonden te hebben, ontdekte hij de middenweg (het Edele Achtvoudige Pad) die uitersten vermijdt. In zijn verheven verlichting ontdekt hij de Vier Edele Waarheden, namelijk: 1. lijden, 2. de oorzaak van lijden, 3. de opheffing van lijden, en 4. het pad dat leidt naar de opheffing van lijden (het Edele Achtvoudige Pad). Omdat hij geen leraar heeft gehad die hem naar dit doel had gebracht, werd Siddhatta de Samboeddha – de Volledig Verlichte.

Een jaar na zijn verlichting keerde hij, nu een Boeddha, terug naar Kapilavatthu waar hij zijn jeugd had doorgebracht. Toen zijn zoon Rแhula, nu 7 jaar, vlak bij hem stond, zei deze: “Zelfs uw schaduw is heerlijk!” Rแhula trad direct toe tot de Sangha (gemeenschap van monniken en nonnen) en later volgde ook zijn voormalige vrouw Yas๓dharแ. Beiden verwierven later de verlichting (Arahatschap).

De Boeddha verzaakte op zijn negenentwintigste jaar de wereld, op zijn vijfendertigste jaar verwierf hij de Verheven Verlichting, en hij predikte de Dhamma tot aan zijn dood op zijn tachtigste jaar. Omringd door zijn liefdevolle vriendelijkheid, mededogen en wijsheid, liep deze prachtige mens zo’n 2500 jaar geleden over de stoffige wegen van noordoost India en zette zich onvermoeibaar en onvoorwaardelijk in voor het geluk en het welzijn van alle voelende wezens.

Deze vier zijn de belangrijkste gebeurtenissen voor iedere Boeddhist. De genoemde plaatsen zijn de meest belangrijkste bedevaartplaatsen.

Boeddha, een open Leraar
De Boeddha stond afkeurend tegenover hen, die verklaarden dat zij geheime leren hadden, met de woorden: “Geheimzinnigheid is het kenmerk van verkeerde leerstellingen.” Toen hij de Eerwaarde มnanda aansprak, zijn persoonlijke hulp-monnik, zei hij: “Ik heb de Dhamma onderwezen, มnanda, zonder onderscheid te maken tussen niet-ingewijden en ingewijden, want uit respect voor de waarheid, มnanda, heeft de Boeddha niet zoiets als een gesloten vuist van een leraar, die enige essenti๋le kennis voor zijn leerling achterhoudt.”

Hij verklaarde de Dhamma vrijelijk en gelijk aan iedereen. Hij hield niets terug, en wilde nooit van zijn leerlingen een blindelings en onderdanig geloof in hem en zijn leer, afdwingen. Hij stond erop dat z’n leerlingen een scherpzinnig onderzoek instelden en intelligente navraag deden. Hij was een heel open leraar. In een duidelijke bewoording moedigde hij kritisch onderzoek aan toen hij de vragende Kalama’s aansprak in een toespraak die terecht ‘De Boeddha verleent het voorrecht tot vrij onderzoek’ heet. Hier een citaat uit de Kalama Sutta:

“Kom, Kแlแma’s. Vertrouw niet op datgene dat verworven is door het herhaaldelijk te horen; noch op traditie; noch op geruchten; noch op datgene dat in de geschriften staat; noch op vermoedens; noch op een onbewezen aanname; noch op een goed klinkende redenering; noch op een vooroordeel ten opzichte van een weloverwogen denkbeeld; noch op andermans schijnbare bekwaamheid; noch op de overweging: ‘De monnik is onze leraar.

’ Kแlแma’s, als jullie voor jezelf weten: ‘Deze dingen zijn slecht; deze dingen zijn afkeurenswaardig; deze dingen worden bekritiseerd door de wijzen; eenmaal opgevat en nageleefd, leiden deze dingen tot nadeel en ziekte’, zie daar dan van af.”

“Kom, Kแlแma’s. Vertrouw niet op datgene (...) etc.

Kแlแma’s, als jullie voor jezelf weten: ‘Deze dingen zijn goed; deze dingen zijn niet afkeurenswaardig; deze dingen worden niet bekritiseerd door de wijzen; eenmaal opgevat en nageleefd, leiden deze dingen tot voordeel en geluk’, pak ze dan op en houd ze in stand.”

Om alles in blindelings vertrouwen aan te nemen, is niet de spirit van Boeddhisme. Zo treffen we deze dialoog tussen de Boeddha en zijn discipelen:

“Als jullie nu dit weten en hier bij blijven, zouden jullie dan zeggen: ‘Wij eren onze Meester en uit respect voor hem respecteren wij datgene wat hij onderwijst?’”

“Nee, Eerwaarde.”

“Dat wat jullie bekrachtigen, O discipelen, is dat iets dat jullie door jezelf hebben herkend, gezien en begrepen?”

“Ja, Eerwaarde.”

En in overeenstemming met deze door en door correcte houding van waar onderzoek, wordt gezegd in een Boeddhistische verhandeling: “Zoals een goudsmid goud test door het te branden, door erin te snijden en ermee te schuren (op een toetssteen), zo zul jij ook mijn woorden accepteren na hen te hebben onderzocht, maar niet louter uit respect voor mij.”

Boeddhisme is vrij van dwangmatigheid en bekeringsdrang en eist van de volger niet een blind geloof. Vanaf het allereerste begin zal de scepticus aangenaam getroffen worden door haar roep tot een diepgaand onderzoek. Boeddhisme is, van het begin tot het einde, open voor iedereen die ogen heeft om te zien en een geest om te begrijpen.

Tot de volgende keer! มnanda.


ปฏิทินปฏิบัติศาสนกิจ
วัดพุทธาราม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ปี ๒๕๔๑

*********

ศาสนกิจในวันสำคัญและพิธีกรรมทางศาสนา

วันปีใหม่ วันเสาร์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๑

วันมาฆบูชา วันเสาร์ที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑

วันสงกรานต์ วันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๑

วันวิสาขบูชา วันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๑

วันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑

วันบวชชีพราหมณ์ วันเสาร์ที่ ๑๑ - ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๔๑

วันออกพรรษาและทอดกฐิน วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๑

วันลอยกระทง วันเสาร์ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๑